ปฏิทินการปฏิบัติงาน

เส้นไหมธรรมชาติ

ที่ปรึกษา Thesis

จำนวนผู้เข้าชม

การย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติให้ได้คุณภาพ

            การเส้นไหมย้อมสีธรรมชาติ ได้คุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับขั้นตอนการย้อม อุณหภูมิที่ไช้ย้อมหรือความร้อน  จำนวนเส้นไหมที่ได้สัดส่วนกับน้ำสี เส้นไหมต้องมีคุณภาพดีด้วย สีไม่ตกและสีไม่เปลี่ยนง่าย ภายหลังการใช้งานหรือสวมใส่ ดังนั้น   การย้อมเส้นไหมจึงเป็นขั้นตอนการทอผ้าไหม  ที่สำคัญที่สุด เพื่อที่จะได้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสีธรรมชาติของไทยที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (พินัย  ห้องทองแดง. 2548: 6 - 14)  ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 
                1. การเตรียมทำความสะอาดเส้นไหม
                    เส้นไหม  จะมีขี้ผึ้งเกาะอยู่ทำความสะอาดโดยการต้มเส้นไหมในน้ำเปล่าเพื่อละลายขี้ผึ้ง โดยสังเกตดูว่าจากเส้นไหมสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นไหมสีเหลืองอ่อน  ยกหม้อลงแช่ไหมต่อไปทิ้งไว้ให้เย็น ซักให้สะอาดบิดให้หมาดกระตุกให้ตึง  2 - 3 ครั้ง เตรียมนำไปย้อม ถ้ายังไม่ย้อมให้นำไปผึ่งให้แห้งเก็บไว้อย่าให้
โดนฝุ่น

                2.  ขั้นตอนการย้อม

                    การใช้อุปกรณ์ในการย้อมผ้านั้นหม้อย้อมควรใช้หม้อสแตนเลส  หม้อเคลือบ หรือกระทะใบบัว  ไม่ควรใช้หม้ออะลูมิเนียม  และควรเลือกขนาดหม้อให้เหมาะสมกับการย้อมผ้า หรือเส้นด้ายกับไม้กวนผ้า  โดยไม้ควรมีขนาดใหญ่พอที่จะรับน้ำหนักเส้นด้ายเส้นเปียกในหม้อย้อมได้กะละมังหรือถังพลาสติกสำหรับล้างผ้าหรือเส้นด้ายก่อนย้อมและหลังย้อม  เตาไฟจะเป็นเตาฟืนหรือเตาแก๊สก็ได้  โดยมีขั้นตอนดังนี้

                2.1 เตรียมวัตถุดิบ  เช่น  เปลือก  เนื้อ  แก่น  ราก  กิ่ง  หรือใบไม้ทุกชนิดควรสับให้ละเอียด 

ผล  เมล็ด  หรือเหง้าใต้ดิน  หรือครั่ง  ต้องนำมาตำให้ละเอียดจากนั้นนำมาใส่ในหม้อย้อมเติมน้ำให้ท่วมวัตถุดิบและกะให้น้ำท่วมผ้าหรือเส้นด้ายด้วยในตอนย้อม แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน จะช่วยทำให้การสกัดสีได้ง่ายขึ้น  พืชสดให้ใช้น้ำหนักประมาณ  4 เท่า  ถ้าเป็นพืชแห้งใช้ประมาณ  2 เท่าของน้ำหนักผ้าหรือเส้นด้าย

                2.2 การเตรียมน้ำย้อม  จากนั้นนำมาต้มให้เดือดประมาณ  1  ชั่วโมง  หรือสังเกตดูว่าน้ำสีในหม้อย้อมเข้มข้นได้ที่แล้ว  ก็ให้กรองเอาแต่น้ำสีเพื่อไปใช้ย้อมผ้า  ขั้นตอนนี้ถ้าต้องการใส่สารประกอบในการย้อมผ้า  ก่อนการย้อมทำโดยการเลือกสารประกอบในการย้อมผ้าที่ต้องการใช้  เช่น  เกลือแกง  สารส้มป่น  น้ำด่าง  น้ำกรดจากพืชที่มีรสเปรี้ยว  พืชที่ให้สารแทนนินในปริมาณที่กำหนด (ประมาณ 0.25 - 3 เปอร์เซ็นต์ / น้ำหนักผ้าหรือเส้นด้าย)  ใส่ในน้ำสะอาดอุ่นให้พอร้อน  คนให้ละลายนำผ้าหรือเส้นด้ายที่ทำความสะอาดแล้วต้มในน้ำเดือดต่อไปประมาณ  30  นาที  นำมาบิดให้หมาดกระตุกให้ตึง  2-3 ครั้ง นำลงไปย้อมในหม้อสีต่อไป

                2.3 การย้อม  ให้นำน้ำสีที่กรองเรียบร้อยไปต้มอีกครั้งหนึ่งอุณหภูมิประมาณ  70 -100  องศาเซลเซียส  ขั้นตอนนี้ถ้าต้องการใส่สารประกอบในการย้อมผ้าพร้อมกับการย้อมให้เลือกสารประกอบในการย้อมผ้าที่ต้องการใช้  เช่น  เกลือแกง  สารส้มป่น น้ำด่าง น้ำกรดจากพืช ที่มีรสเปรี้ยว  พืชที่ให้สารแทนนิน  วิธีทำนำพืชไปต้มในน้ำเปล่า 30 นาทีก่อนแล้วจึงกรองนำน้ำมาใช้ในปริมาณที่กำหนดใส่ลงในหม้อสีย้อมผ้า  คนให้ละลายเข้ากับน้ำสีย้อมผ้าจากนั้นให้นำผ้า  หรือเส้นด้ายที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว (ควรแช่น้ำให้เปียก  แล้วบิดให้หมาดก่อนย้อมทุกครั้ง  เพราะจะทำให้เส้นด้ายสามารถดูดสีน้ำย้อมได้ดีและเร็วขึ้น และทำให้สีติดที่เส้นใยได้ง่าย) ใส่ลงไปต้มนานประมาณ  1 ชั่วโมง  หรือสังเกตดูว่าสีติดที่ผ้าหรือเส้นด้ายเข้มอย่างที่เราต้องการ  แต่คอยหมั่นกลับผ้าบ่อยๆ  เพื่อให้สีซึมเรียบสม่ำเสมอและคอยยกให้ผ้าโดนอากาศ  (ออกซิเจน) จากนั้นยกหม้อ ลงแช่ทิ้งไว้ให้เย็น  พืชบางอย่างแช่ทิ้งไว้ 1 คืน จะช่วยให้สีติดดีขึ้น ถ้าต้องการใส่สารประกอบใน การย้อมผ้าหลังย้อมให้ละลายสารประกอบในการย้อมผ้าที่ต้องการ เช่น น้ำสารส้ม น้ำโคลน น้ำสนิม น้ำปูนขาว น้ำผลมะเกลือ  ตามปริมาณที่กำหนด  ถ้าเป็นสารเคมีควรละลายในน้ำอุ่นก่อนเพื่อละลายได้ดีขึ้น  นำผ้าที่ผ่านการย้อมสีบิดให้หมาดกระตุก  2 - 3 ครั้ง จึงนำมาขยำในน้ำสารประกอบใน  การย้อมผ้าที่เตรียมไว้  เวลาใช้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการสีเข้มหรือสีจาง  ประมาณ 15 - 30 นาที (สารประกอบในการย้อมผ้าเคมี)  แต่ถ้าเป็นแทนนินจากพืชจะใช้เวลาน้อย  เช่น  การย้อมฝางแล้วนำมาย้อมต่อในน้ำผลมะเกลือจะใช้เวลาประมาณ 30  วินาที  จะเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีบานเย็นนานกว่านี้จะเป็นสีมืด  จากนั้นนำไปบิดให้หมาดกระตุก 2 - 3 ครั้ง ผึ่งให้แห้งจากนั้นนำผ้ามาซักในน้ำสะอาดจนน้ำใสแล้วนำไปสะบัดโดยใช้แขนสองข้างดึงเส้นด้ายแล้วกระตุก 2 - 3 ครั้งนำไปตากในที่ร่มหรือกลางแดด

                2.4 การย้อมซ้ำ ถ้าสีที่ย้อมเสร็จแล้วยังได้สีที่จางหรือมีรอยด่างเนื่องจากสีติดไม่เสมอกันก็สามารถแก้ไขได้โดยนำไปย้อมซ้ำสีเดิม ก็จะได้สีที่เข้มและมีความคงทนมากขึ้นหรือจะเปลี่ยน เป็นสีอื่นย้อมทับกันก็ได้จะให้สีใหม่ที่แปลกตา

                ในการย้อมผ้าแต่ละครั้ง  ควรจดบันทึกข้อมูลและเก็บตัวอย่างผ้าไว้ทุกครั้งเพื่อนำมา ใช้ให้เป็นประโยชน์ในครั้งต่อไปซึ่งเมื่อได้ผ้าที่ต้องการแล้วสามารถนำไปทดสอบหาความทนต่อแสงอย่างง่ายๆด้วยการตัดตัวอย่างผ้ามาชิ้นเล็กๆนำวัสดุทึบแสงมาปิดที่ผ้าตัวอย่างครึ่งหนึ่งแล้วนำไปวางตากแดด 7 วัน นำผ้าที่โดนแสงมาเปรียบเทียบดูกับผ้าที่ไม่โดนแสง ถ้าผ้าที่โดนแดดสีซีดน้อยมากหรือแทบสังเกตไม่ออก แสดงว่าสีที่ได้จากต้นไม้ชนิดและวิธีการย้อมอย่างนี้ใช้ได้ แต่ถ้าสีซีดมากแสดงว่าต้นไม้หรือวิธีการย้อมไม่เหมาะสม ต้องทดลองและปรับปรุงให้มีคุณภาพอย่างที่ต้องการต่อไป

                2.5 การทดสอบความคงทนต่อแสงของสี ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสีธรรมชาติ ที่จะมีความคงทนนั้น คุณภาพของสีที่ย้อมต้องมาเป็นอันดับแรก เพราะนอกจากจะได้สีเส้นไหมที่มี  สีสวยตามต้องการแล้ว เส้นไหมที่ได้ต้องมีคุณภาพดีด้วย ภายหลังการใช้งานเมื่อทอเป็นผืนผ้าไหมหรือสวมใส่สีไม่ตกและสีไม่เปลี่ยนง่าย

            วิธีการทดสอบความคงทนต่อแสงของสี  ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น  จะดูจากความคงทนของสีต่อการซักและต่อแสงที่ระดับ  1  แสดงว่าคุณภาพต่ำมาก  ที่ระดับสูงขึ้น  เช่น ที่ระดับ 5 คุณภาพดี  สีไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากและไม่ตกติดผ้าอื่น เมื่อทดสอบวางชิ้นผ้าทดสอบภายใต้แสงซีนอนตริกเป็นเวลาตั้งแต่ 5 - 40 ชั่วโมงแล้วเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของสีกับผ้ามาตรฐาน  ผ้าที่มีสีเปลี่ยนแปลงเท่ากับผ้าสีมาตรฐานระดับใดประเมินได้ว่ามีความคงทนระดับนั้นๆ เช่น  สีซีดเท่ากับสีมาตรฐาน 3 จะบอกได้ว่ามีความคงทนต่อแสงเท่ากับระดับ  3 ความหมาย  ค่าระดับความคงทนของแสง

 

                     ระดับ  1         คุณภาพต่ำมาก (very poor)

                     ระดับ  2       คุณภาพต่ำ (poor)

                     ระดับ  3       คุณภาพปานกลาง (fair)

                     ระดับ  4       คุณภาพดีปานกลาง (fair good)

                     ระดับ  5       คุณภาพดี (good)

                     ระดับ  6       คุณภาพดีมาก (very good)

                     ระดับ  7       คุณภาพดีที่สุด (excellent)

                     ระดับ  8       คุณภาพดีเลิศ (superative)

 

                                        ที่มา: กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม. (2548).

 

 

                จะเห็นว่า  การย้อมสีเส้นไหมให้ได้มาตรฐานนั้น  จะต้องมีความพิถีพิถัน ใช้เทคนิคในการย้อม  ประกอบด้วยการยกไหม  การกลับเส้นไหม  การคนไม่ให้ไหมแตกกลุ่ม  นอกจากนั้นต้องมีกรรมวิธีการย้อมตั้งแต่ขั้นเตรียมการ  เริ่มที่สีที่นำมาย้อม  ขั้นตอนการฟอกไหม  การใช้อุณหภูมิหรือความร้อน  จำนวนเส้นไหมที่ได้สัดส่วนกับน้ำสี  การใช้สารช่วยติดสี  จนถึงขั้นสุดท้าย คือ   การทดสอบความคงทนของสีต่อการซักและต่อแสงแดด หากความคงทนของสีได้ระดับ 5 ถือว่าได้มาตรฐานขั้นดี ของเกณฑ์อุตสาหกรรมกำหนด ซึ่งชาวบ้านที่ทอผ้าไหมตามชุมชนในชนบทส่วนมากจะไม่มีความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติเท่าใดนัก ยังคงใช้วิธีย้อมแบบเดิมๆ ที่เคยปฏิบัติมา จึงมักพบผ้าไหมสีตก ผ้าไหมมีเนื้อแข็ง กระด้าง  เวลาตัดสวมใส่สัมผัสไม่อ่อนนุ่ม ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

 

 

    การย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติตามวิถีชาวบ้าน

            ปัจจุบันในชุมชนต่างๆ แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีการผลิตหรือทอผ้าไหมจำนวนมาก  การย้อมเส้นไหมเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการทอผ้าไหม  การย้อมเส้นไหม  เป็นงานที่ต้องใช้แรงกายมากพอสมควร  เช่น  การยกขณะย้อมต้องกลับเส้นไหมไปมา  เพื่อให้เส้นไหมได้ความร้อนทั่วถึงสม่ำเสมอ  เป็นการป้องกันการย้อมสีติดไม่สม่ำเสมอเส้นไหมมีสีด่าง  ถือเป็นงานหนักสำหรับแม่บ้านวัยกลางคน  เพราะสาเหตุนี้  สีบรรจุซองที่ขายทั่วไป  จึงเป็นที่นิยมของชาวบ้านนำมาย้อมเส้นไหมแทนสีธรรมชาติ  ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ  สีอาจเสื่อมคุณภาพ  สีหมดอายุ  ไม่มีเขียนบอกไว้หน้าซอง  ไม่บอกสัดส่วนหรือกรรมวิธีผสมสีโดยละเอียดประกอบกับชาวบ้านไม่มีความรู้การผสมสีเพียงพอ  การย้อมสีเส้นไหมและทอเป็นผืนผ้าไหม  แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาหลายวันถ้าประสบปัญหา สีตกสีซีดจะทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมด้อยลงทันที  ถ้ามีการควบคุมตั้งแต่การย้อมสีมีการเลือกใช้สีที่มีมาตรฐานมีกรรมวิธีทำกระบวนการหลังย้อม  ปัญหาสีตกก็จะไม่เกิดขึ้น  เพราะฉะนั้นขั้นตอน     การย้อมสีเส้นไหมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำอย่างมีคุณภาพ

            จากการศึกษาปัญหาการย้อมเส้นไหม  ตามวิถีของชาวบ้าน สรุปประเด็นได้ดังนี้

            1. ปัญหาควบคุมสภาวการณ์ย้อม  การย้อมไม่ว่าจะเป็นสีอ่อนหรือสีเข้มก็ตาม  จะต้องใช้สภาวะของอุณหภูมิและเวลาตามที่กำหนด  เมื่อเริ่มย้อมต้องเริ่มที่อุณหภูมิต่ำก่อน  แล้วค่อยเริ่มสูงขึ้นตามที่กำหนด

            2. ปัญหาสารเคมีมีราคาค่อนข้างแพง  เนื่องจากการซื้อขายมีปริมาณน้อยทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

            3. การทำให้นุ่มด้วยเอนไซม์ (Enzyme) การฟอกกาวด้วยเอนไซม์นั้น  เนื่องจากเอนไซม์ค่อนข้างมีราคาแพง ชาวบ้านต้องใช้ทุนสูงในการซื้อทำให้ผ้าไหมที่ชาวบ้านทอออกมา มีเนื้อแข็งกระด้าง  เนื้อผ้าสัมผัสไม่นุ่ม

            4. ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม  เนื่องจากการปล่อยทิ้งน้ำเสีย  ได้รับการแก้ไขโดยมีท่อระบายน้ำทิ้งไปรวมไว้ที่บ่อพัก  ยังมีผลต่อต้นไม้ใหญ่น้อยบริเวณใกล้เคียง  ดินถูกทำลาย

            จะเห็นว่า การย้อมเส้นไหมตามวิถีที่ชาวบ้านทั่วไปได้ปฏิบัติอยู่ ส่วนใหญ่จะไม่มีการทดสอบคุณภาพสีของเส้นไหม และไม่มีการกำหนดอุณหภูมิของน้ำต้มสี ไม่มีการแต่งผ้าไหมให้นุ่ม สีธรรมชาติ  ยังเป็นปัญหากับผู้ผลิตผ้าไหมสีธรรมชาติ  หากมีการเพิ่มความรู้ ทักษะ เทคนิคแก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการย้อมสีเส้นไหมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ที่จะส่งผลต่อการทอผ้าไหมสีธรรมชาติที่ได้คุณภาพ  เพราะการทอผ้าไหมลวดลายต่าง ๆ ให้สวยงามนั้น  ชาวบ้านจะมีความชำนาญมีทักษะการทอผ้าไหมอยู่แล้ว  แต่ความรู้เรื่องการย้อมสีไหมนั้น  ยังต้องพัฒนาให้ได้รับความรู้และเทคนิคการย้อมใหม่ๆ  อยู่เสมอ  ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถแก้ไขได้  โดยการบริหารจัดการที่ดีและมีการร่วมมือกันอย่างจริงจัง จากหลายๆ ฝ่าย ทั้งผู้ผลิตเส้นไหมและ

ผู้ทอผ้าไหม 

            จากการศึกษาการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติ  ดังกล่าวมาทั้งหมด  สามารถเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของกรรมวิธีการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติ  ตามวิถีชาวบ้านกับการย้อมเส้นไหม  ที่ได้คุณภาพ  ตามเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม  ได้ดังนี้

  

ตาราง 4 กรรมวิธีการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติตามวิธีของชาวบ้านและตามเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม

 

 

 

                    ที่มา: สัมภาษณ์ นางปราณี  กลีบจอหอ. (2550).

 

 

                  จากการเปรียบเทียบวิธีการย้อมระหว่าง  การย้อมตามวิถีชาวบ้านที่เคยปฏิบัติกับการย้อมที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม  จะเห็นว่ามีกรรมวิธีการย้อมที่แตกต่างกัน  การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมการย้อมเส้น

ไหมสีธรรมชาติ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาเส้นไหมสีธรรมชาติให้มีคุณภาพมาตรฐาน  สีธรรมชาติเป็นการนำภูมิปัญญาที่เป็นความรู้ในท้องถิ่นมาพัฒนาเพื่อการประยุกต์ใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี  ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่างๆ ได้ เมื่อเวลาผ่านไปในระยะยาวจะช่วยลด

ปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าแก่ภูมิปัญญาท้องถิ่น  สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าไหมด้วยการใช้สีธรรมชาติที่

คุณภาพ  ถ้าได้มุ่งไปที่กระแสการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ให้สีควบคู่ไปกับการผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพ  เป็นการศึกษา

ที่สร้างสมดุลแก่ชุมชน  กระบวนการผลิตหรือการทอผ้าไหม  ในชุมชนต่างๆ เน้นการทอผ้าไหมเป็นผืนไม่ได้

เน้นคุณภาพสีเส้นไหมที่ได้มาตรฐานก่อน  จึงส่งผลถึงคุณภาพผ้าไหมไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่ต้องการ

เช่นผ้าไหมสีซีด  สีตก  ไม่ทนต่อแดดและไม่ทนต่อการซัก  จุดเน้นที่สำคัญที่สุดคือเส้นไหมที่มีคุณภาพ  สีย้อมต้องได้คุณภาพมาตรฐาน กระบวนการทอผ้าไหมเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง เส้นไหมสีได้คุณภาพผ้าไหมย่อมมีคุณภาพตามมา  จึงจะมีความคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปกับการทอผ้าไหม 

         ดังนั้น  หลักสูตรฝึกอบรมการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติ  เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเรียนรู้การย้อม

เส้นไหมสีธรรมชาติ  ตามกระบวนการฝึกอบรม  ที่ได้พัฒนาเป็นหลักสูตรขึ้นมา  ซึ่งหลักสูตรที่ดีนั้น  ส่งผลต่อผู้เข้าอบรมให้มีความรู้และทักษะปฏิบัติเฉพาะด้านย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น  เป็นเพิ่มพูนความรู้และฝึกทักษะปฏิบัติประสบการณ์

ตรง  เป็นการบูรณาการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ให้เชื่อมโยงกัน   นำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรม ไปพัฒนาเส้นไหมสีธรรมชาติ ให้ได้คุณภาพมาตรฐานก่อนจะนำไปทอ สร้างความมั่นใจต่อผู้ซื้อ สามารถจำหน่ายได้ราคาส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของ

ชุมชน การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติ  จึงควรมีประเด็นของการส่งเสริมให้ความรู้  เรื่องพืช  การเลือกวิธีนำพืชมาย้อมสีที่ได้จากส่วนต่างๆ ของพืชหรือการปลูกพืชทดแทนด้วยหลักสูตรฝึกอบรมการย้อมเส้นไหมสีธรรมชาติ  จึงจะมีความสมบูรณ์ เพื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้นำความรู้เป็น    แนวทางการนำไปใช้ในการดำรงชีวิตที่มีความเชื่อมโยง เกื้อกูล  และสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน

  การย้อมเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติในจังหวัดนครราชสีมา .......รายละเอียดคลิก